วันอังคารที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทที่ 8 จงสรุปแนวทางแก้ปัญหาอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์

วิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์
ปัจจุบันการก่ออาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย ประชาชนมีการใช้สื่อสารสนเทศครอบคลุมเกือบทุกด้านของวิถีชีวิต ทั้งการติดต่อสื่อสาร การเสพข่าวสารและความบันเทิงต่างๆ การดำเนินธุรกิจ หรือธุรกรรมทางการเงิน ตลอดจนการใช้ประโยชน์ในด้านอื่นๆ ซึ่งได้กลายเป็นช่องว่างให้เหล่าอาชญากรใช้สื่อสารสนเทศในการหลอกลวงผู้อื่น ส่งผลให้ผู้ใช้ตกเป็นเหยื่อทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม เช่น ข้อมูลบัตรเครดิตถูกแฮกเกอร์ขโมยแล้วนำไปทำธุรกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย และส่งผลกระทบต่อเจ้าของข้อมูลบัตรที่กระทำความผิดโดยไม่ตั้งใจ ดังนั้น ผู้ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศควรระมัดระวังและทราบวิธีปฏิบัติเพื่อป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมคอมพิวเตอร์

คำแนะนำเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างปลอดภัยและป้องกันไม่ให้ผู้ใช้งานตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี และอาจกลายเป็นผู้กระทำความผิดทางคอมพิวเตอร์โดยไม่เจตนา มีตัวอย่างดังนี้
        ไฟร์วอลล์ส่วนตัว (Personal Firewall)
            ไฟร์วอลล์คือซอฟต์แวร์แอนติไวรัสสำหรับติดตั้งลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยป้องกันและสกัดกั้นผู้ไม่หวังดีที่พยายามบุกรุกหรือแฮกเข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา และดักจับไวรัสหรือโปรแกรมที่ไม่ประสงค์ดี เช่น โทรจัน มัลแวร์หรือฟิชชิ่ง เป็นต้น โดยไฟร์วอลล์จะทำหน้าที่ตรวจเช็คข้อมูลที่ผ่านเข้าออกเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราทั้งหมด และจะอนุญาตให้ไฟล์นั้นๆผ่านไปได้ก็ต่อเมื่อไฟร์วอลล์ได้ทำการตรวจสอบแล้วว่าข้อมูลหรือไฟล์นั้นๆไม่เป็นอันตรายต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ แต่หากไฟร์วอลล์ตรวจพบไฟล์ที่เป็นอันตรายหรือไม่รู้จักก็จะทำการลบโดยอัตโนมัติหรือแจ้งเตือนผู้ใช้งานให้ทราบ หากผู้ใช้รู้จักไฟล์หรือข้อมูลนั้นๆก็อาจจะอนุญาตให้ผ่านเข้ามาในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้
            ผู้ใช้งานส่วนใหญ่อาจไม่ทันได้ตระหนักว่าภายในเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองนั้นมีข้อมูลสำคัญและเป็นที่ต้องการของอาชญากรมากเพียงใด จึงอาจทำให้ละเลยการติดตั้งโปรแกรมที่สามารถช่วยป้องกันคอมพิวเตอร์ไปเสีย เหตุผลที่ผู้ไม่หวังดีต้องการเข้าถึงคอมพิวเตอร์ของเรามีอยู่ด้วยกันหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น ต้องการทำลายข้อมูลสารสนเทศหรือระบบคอมพิวเตอร์ของเรา ทำให้คอมพิวเตอร์ของเราเกิดความเสียหาย เช่น ข้อมูลในเครื่องหายไป เปิดเครื่องไม่ได้ ต้องการขโมยข้อมูลสำคัญๆในเครื่องของเรา เช่น บัญชีผู้ใช้ พาสเวิร์ด เลขบัญชีธนาคาร เพื่อขโมยเงินในบัญชีธนาคารของเรา หรือขโมยข้อมูลส่วนตัวของเราเพื่อนำไปหลอกลวงผู้อื่นอีกทอดหนึ่ง ประการสุดท้ายคือ ต้องการทำลายระบบคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆเป็นทอด โดยผู้ไม่หวังดีจะทำการบุกรุกและปล่อยไวรัสหรือโปรแกรมที่ไม่หวังดีเข้ามาฝังตัวอยู่ในเครื่องของเราก่อน จากนั้นไวรัสหรือโปรแกรมเหล่านั้นจะสั่งการให้คอมพิวเตอร์ของส่งต่อไวรัสไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆอีกเป็นทอดๆ อาจทำโดยการส่งอีเมล์ที่ติดไวรัสหรือมีโปรแกรมอันตรายแนบไปด้วยไปให้เพื่อนเรา เป็นต้น
วิธีป้องกันสามารถทำได้โดยการตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตทุกครั้งหลังการใช้งาน ติดตั้งไฟร์วอลล์หรือโปรแกรมแอนติไวรัสลงในเครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยสกัดกั้นไวรัสหรือโปรแกรมที่ไม่หวังดีเหล่านี้ ไม่ให้เข้ามาทำลายระบบคอมพิวเตอร์ได้ อีกทั้งควรหมั่นอัพเดตการทำงานของโปรแกรมให้ทันสมัยอยู่เสมอ เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงการติดไวรัสตัวใหม่ๆที่อาจถูกสร้างขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา

       การสวมรอยบุคคล (Identity Theft)
ในปัจจุบัน นอกจากการขโมยเอกสารสำคัญเช่น บัตรประจำตัวประชาชน บัญชีธนาคารที่อยู่ในรูปแบบของกระดาษแล้ว ยังมีการขโมยในอีกรูปแบบหนึ่งนั่นก็คือการขโมยเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์โดยผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตหรือคอมพิวเตอร์ของผู้เสียหายที่อาจเผลอวางทิ้งไว้โดยตรง เมื่อเอกสารหรือข้อมูลสำคัญเหล่านั้นถูกขโมยไปแล้ว ผู้ไม่หวังดีอาจนำไปขายต่อเพื่อเอาเงินหรืออาจสวมรอยเป็นเจ้าของเอกสารนั้นและทำธุรกรรมต่างๆเสมือนเป็นเจ้าของเอกสารจริงๆ เช่น ขโมยบัญชีและพาสเวิร์ดของธนาคารออนไลน์เพื่อโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของผู้ไม่หวังดี หรือนำเงินในบัญชีไปซื้อสินค้าและบริการต่างๆ ทำให้ผู้เสียหายได้รับผลกระทบ เสียทั้งทรัพย์สินเงินทอง และเสียประวัติในคดีที่ตนเองไม่ได้ก่อ เป็นต้น

วิธีการป้องกันสามารถทำได้หลายวิธีดังนี้
       ระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญๆ เช่น เลขที่บัตรประจำตัวประชาชน บัตรเครดิต เลขที่บัญชีธนาคาร พาสเวิร์ดต่างๆ เพราะผู้ไม่หวังดีจะสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้ในการเข้าสู่บัญชีผู้ใช้ในเว็บไซต์ต่างๆหรือบัญชีธนาคารออนไลน์ของเรา
       ให้ระมัดระวังการให้ข้อมูลเกี่ยวกับเลขที่หรือรหัสบัตรเครดิต เช่นในการกรอกข้อมูลลงในแบบฟอร์มออนไลน์ ควรจะทำธุรกรรมผ่านเว็บไซต์ที่ไว้ใจได้และควรตรวจสอบชื่อและที่อยู่เว็บไซต์ให้ดีทุกครั้ง นอกจากนี้พึงระลึกไว้เสมอว่าธนาคารจะไม่มีการร้องขอให้เรากรอกข้อมูลส่วนตัวใดๆผ่านระบบอินเทอร์เน็ต หากผู้ใช้งานพบเจอ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่าคือเว็บไซต์ปลอม
        เวลาที่ผู้ใช้งานจะซื้อสินค้าผ่านทางเว็บไซต์ ควรที่จะตรวจเช็คให้ดีก่อนทำการสั่งซื้อว่าเว็บไซต์นั้นสามารถเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด มีประวัติย้อนหลังในการโกงลูกค้าคนก่อนๆหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจโอนเงินหรือให้ข้อมูลบัตรเครดิตแก่เขาไป
        เลือกใช้พาสเวิร์ดที่ยากต่อการคาดเดา อย่าใช้พาสเวิร์ดที่สามารถเดาได้ง่าย เช่น พ.ศ.เกิด เบอร์โทรศัพท์สี่ตัวหลังหรือเลขบัตรประชาชนสี่ตัวหลังเป็นต้น อีกทั้งควรหมั่นเปลี่ยนพาสเวิร์ดใหม่บ่อยๆ เช่น ทุกๆ 3 เดือนหรือ 6 เดือน และอย่าใช้พาสเวิร์ดซ้ำๆกันกับบัญชีผู้ใช้ทุกอันที่เรามี เพราะถ้าหากผู้ไม่หวังดีนั้นรู้พาสเวิร์ดของเรา เขาจะสามารถเข้าบัญชีผู้ใช้ของเราได้ทั้งหมดและจะทำให้เกิดความเสียหายเป็นจำนวนมาก

        โปรแกรมโทรจัน (Trojan Program)
            โปรแกรมโทรจันนั้นคือโปรแกรมที่เข้ามาสู่เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้งานและฝังตัวทำงานอยู่ในคอมพิวเตอร์โดยที่คุณไม่รู้ตัว โปรแกรมโทรจันนี้อาจติดมากับไฟล์ที่ถูกแนบว่าในอีเมล์ หรือติดมากับแฟลชไดรฟว์หรืออุปกรณ์เก็บข้อมูลขนาดพกพาอื่น เมื่อนำแฟลชไดรฟว์ไปเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆก็จะทำให้คอมพิวเตอร์เครื่องนั้นติดโปรแกรมโทรจันได้ ส่วนสาเหตุที่เรียกว่า โทรจัน นั้นก็เป็นเพราะว่าโปรแกรมนี้ใช้หลักการทำงานเดียวกันกับม้าโทรจันในนิยายปรัมปราของกรีก ที่มองภายนอกก็เป็นเพียงแค่ม้าไม้ธรรมดาๆ ไม่มีใครรู้ว่ามีข้าศึกแอบซ่อนตัวอยู่ในม้าไม้นั้น เมื่อถูกนำเข้าไปในอาณาจักรของศัตรู ข้าศึกก็ออกมาโจมตีเมืองของศัตรูจนย่อยยับ เช่นเดียวกับโปรแกรมโทรจันที่แฝงตัวอยู่กับไฟล์ประเภทต่างๆ เมื่อผู้ใช้งานดาวน์โหลดไฟล์นั้นเข้าไปในตัวเครื่อง โทรจันก็เข้าสู่ตัวเครื่องด้วย และทำลายระบบคอมพิวเตอร์ของคุณในที่สุด อย่างไรก็ดี การที่เราดาวน์โหลดไฟล์หรือโปรแกรมที่มีโทรจันแฝงมาด้วยนั้น โทรจันจะยังไม่ทำงานหรือฝังตัวลงในคอมพิวเตอร์ทันที โทรจันจะฝังตัวลงในคอมพิวเตอร์ก็ต่อเมื่อผู้ใช้งานสั่งรันหรือติดตั้งโปรแกรมลงในคอมพิวเตอร์เท่านั้น

วิธีการป้องกันก็คือ ผู้ใช้งานจึงต้องระมัดระวังในการดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งข้อมูลหรือเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถือเท่านั้น อีกทั้งควรติดตั้งโปรแกรมที่มีประสิทธิภาพในการดักจับหรือสกัดกั้นโทรจันเพื่อไม่ให้เข้าไปทำความเสียหายแก่เครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณได้ และหมั่นอัพเดตโปรแกรมเพื่อให้โปรแกรมสามารถดักจับโทรจันตัวใหม่ได้เสมอ อีกทั้งยังควรสแกนเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้งเพื่อความปลอดภัยด้วย

บทที่ 7 จงบอกมาตการป้องกันการบุกรุกคอมพิวเตอร์จากภายนอกเครือข่าย

มาตการป้องกันการการบุกรุก
                              
อันตรายที่พอกพูน
ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด แพราะอาชญากรในโลกไซเบอร์จะเริ่มต้นจากการเจาะระบบของระบบขนาดกลางและย่อมที่มีระบบรักษาความปลอดภัยประสิทธิภาพต่ำ และใช้เป็นฐานในการก่ออาชญากรรมขั้นร้ายแรงต่อไป เช่น การโจมกรรมข้อมูลด้านอุตสาหกรรมและพาณิชย์ การฉ้อโกงทางการเงิน เป็นต้น บริษัทของคุณอาจตกเป็นเหยื่อของอาชญากรไซเบอร์เหล่านี้ได้ หากขาดความเอาใจใส่เรื่องการรักษาความปลอดภัยของระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีขององค์กร และให้ความรู้แก่พนักงานไม่เพียงพอ รวมถึงขาดการบังคับใช้นโยบายรักษาความปลอดภัยที่ดี
การจัดการความเสี่ยงจากภายนอก
ตัวอย่างความเสี่ยงจากภายนอกเช่น ไวรัส เวิร์ม สแปม สปายแวร์ และแอพลิเคชั่นที่เข้ามาโจมตีระบบเพื่อทำให้ระบบปฎิเสธการให้บริการ การโจมตีเซิร์ฟเวอร์ หรือการบุกรุกอื่นๆ
วิธีการที่จะรับมือภัยคุกคามจากภายนอกนี้จำเป็นต้องมีระบบป้องกันพื้นฐานอย่าง ไฟร์วอลล์ ระบบป้องกันไวรัส และระบบบริหารการติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซม เป็นต้น
ระบบป้องกันไวรัส - ควรติดตั้งระบบป้องกันไวรัสทั้งในเครื่องพีซี โน้ตบุ๊ก และเซิร์ฟเวอร์ มิเช่นนั้นโน้ตบุ๊กที่ติดไวรัสมาจากข้างนอกอาจนำไวรัสมาแพร่ระบาดในเซิร์ฟเวอร์และเครือข่ายได้ นอกจากนี้ต้องทำการอัพเดทระบบป้องกันไวรัสอยู่เป็นประจำ และต้องสแกนไวรัสในเครื่องคอมพิวเตอร์ของสำนักงานเป็นประจำด้วย ที่สำคัญควรต้องปรับแต่ระบบป้องกันไวรัสให้คอยตรวจสอบเมล์ที่ดาวน์โหลดมาว่า มีซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์ติดมากับไฟล์แนบหรือไม่่
ระบบบริหารการติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซม ระบบปฏิบัติการ หรือซอฟต์แวร์ที่ออกมานานแล้วมักจะพบว่ามีบั๊ก (Bug) ซึ่งอาจกลายเป็นช่องโหว่ให้แฮกเกอร์เจาะเข้ามาโจมตีระบบได้ จึงจำเป็นต้องติดตั้งโปรแกรมซ่อมแซมและอัพเดทอัตโนมัติ และจะต้องไม่ปล่อยให้ผู้ใช้ปิดการทำงานของโปรแกรมเหล่านี้
ไฟร์วอลล์ - ไฟร์วอลล์จะช่วยแยกแยะและจัดการกับผู้บุกรุกได้ และควรติดตั้งไฟร์วอลล์ส่วนตัวในโน้ตบุ๊ก เพื่อป้องกันไม่ให้โน้ตบุ๊กอัพโหลดข้อมูลโดยไม่ตั้งใจจากคอมพิวเตอร์ไปสู่อินเทอร์เน็ต หรือติดซอฟต์แวร์ประสงค์ร้าย
การปรับแต่งตัวแปรระบบเครือข่าย - เปลี่ยนช่วงค่าไอพีปกติของเครือข่าย และตรวจดูพอร์ตการใช้งาน ปิดพอร์ตที่ไม่ได้ใช้ รวมถึงลบทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันผ่านเครือข่ายที่ไม่จำเป็น
การปรับแต่งตัวแปรระบบเครือข่าย - เปลี่ยนช่วงค่าไอพีปกติของเครือข่าย และตรวจดูพอร์ตการใช้งาน ปิดพอร์ตที่ไม่ได้ใช้ รวมถึงลบทรัพยากรที่ใช้ร่วมกันผ่านเครือข่ายที่ไม่จำเป็น
ไฟล์ดาวน์โหลด - ตรวจสอบให้แน่ใจว่าพนักงานดาวน์โหลดไฟล์มาจากเว็บไซต์ที่เชื่อถือได้เท่านั้น หรือให้สิทธิ์ผู้ใช้ที่เชื่อใจได้ แต่ต้งตรวจสอบให้มั่นใจว่าผู้ที่ได้รับสิทธิ์นี้ได้ศึกษาวิธีดาวน์โหลไฟล์อย่างปลอดภัยมาแล้ว

การจัดการความเสี่ยงจากภายใน
มีข้อมูลทางสถิติระบุว่า 80% ของอาชญากรรมไอที เกิดจากคนภายในบริษัทเอง เช่น พนักงานที่ไม่พอใจองค์กร พนักงานที่เพิ่งถูกเลิกจ้าง ผู้รับเหมาติดตั้งระบบ หรือผู้ให้บริการ คนภายในเหล่านี้มีความรู้เกี่ยวกับระบบเครือข่ายของบริษัท จึงมีโอกาสที่จะก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่าบุคคลภายนอกที่ไม่คุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมแบบนี้ การโจมตีนี้มีได้ตั้งแต่ การแอบดูไฟล์ ลบข้อมูลที่มีค่า เปลี่ยนแปลงรายการในฐานข้อมูล เป็นต้น ขึ้นอยู่กับเจตนาและทักษะของผู้กระทำ
การป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวทำได้ง่ายๆ โดยใช้เทคนิคดังต่อไปนี้
รหัสผ่าน - ยืนกรานให้พนักงานใช้รหัสผ่านที่มีความแข็งแกร่งและซับซ้อนเพียงพอ และตรวจสอบให้มั่นใจว่าพนักงานจะเก็บรหัสผ่านนี้ไว้เป็นความลับ รวมถึงนเอานโยบายรหัสผ่านที่ดีมาใช้ เพื่อให้แน่ใจว่า รหัสผ่านจะหมดอายุเมื่อผ่านไประยะหนึ่งและห้ามผู้ใช้ใช้รหัสผ่านเดิมซ้ำอีก นอกจากนั้นยังควรติดตั้งโปรแกรมตรวจสอบการล็อกอิน ไม่ให้ผู้ใช้เข้าใช้งานระบบหลังจากล็อกอินผิดครบจำนวนครั้งที่กำหนด
ระดับการให้สิทธิ์ - ใช้ซอฟต์แวร์เพื่อเข้ารหัสข้อมูลที่สำคัญของบริษัท เช่น รายงานต่างๆ โดยใช้คุณสมบัติการเข้ารหัสที่มีอยู่ในแอพลิเคชั่นต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ และควรใช้ลายเซ็นดิจิตอลหรือเทคนิกการเข้ารหัสข้อมูลกับอีเมล์สำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้รับที่ระบุชื่อเอาไว้เท่านั้นจึงจะเปิดอ่านได้
ใช้ระบบตรวจสอบสิทธิ์ที่ปลอดภัย - เช่น ระบบตรวจสอบสิทธิ์ในรูปของกุญแจอย่างสมาร์ทการ์ด หรือยูเอสบี รวมทั้งอุปกรณ์ไบโอเมทริกซ์ต่างๆ เมื่อใช้ร่วมกับรหัสผ่านที่แข็งแกร่งจะช่วยให้ระบบมีความปลอดภัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ระบบควบคุมการเข้าถึงทรัพยากร - จัดเก็บอุปกรณ์ที่มีความสำคัญอย่าง เซิร์ฟเวอร์ เราเตอร์ อุปกรณ์สำรองข้อมูล และอุปกรณ์อื่นๆ ในที่ที่มีการป้องกัน เช่น ตู้ที่มีกุญแจล็อก หรือห้องที่แยกต่างหาก เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานที่ไม่เกี่ยวข้องหรือบุคคลภายนอกเข้าถึงได้ นอกจากนี้เพื่อป้องกันไม่ให้พนักงานดาวน์โหลดข้อมูลวิจัย รายชื่อลูกค้า ข้อมูลบัตรเครดิตลูกค้า หรือข้อมูลสำคัญอื่นๆ ไปเก็บในอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลอย่างแฟลชไดร์ฟยูเอสบี โทรศัพท์มือถือ หรือเครื่องเล่นเอ็มพี 3 อาจจำเป็นต้องปิดการทำงานของพอร์ตยูเอสบีในเครื่องพีซีด้วย โดยแก้ไขที่ไบออสของเครื่องหรือใช้ยูทิลิตี้อย่าง Drive lock ก็ได้ หรืออาจพิจารณาถึงการล็อกตัวถังเครื่องพีซีด้วยก็เป็นได้
ระบบบริหารแอพลิเคชั่น - จัดการลบซอฟต์แวร์ ยูทิลิตี้ และแอพลิเคชั่นที่ไม่ต้องการทิ้งไป และห้ามการใช้ซอฟต์แวร์สื่อสารแบบจุดต่อจุด และระบบรับส่งข่าวสารฉับพลัน เพราะซอฟต์แวร์ดังกล่าวสามารถหลบการทำงานของซอฟต์แวร์รักษาความปลอดภัยที่มีอยู่ แล้วทำการดาวน์โหลดและอัพโหลดข้อมูลได้ รวมทั้งห้ามไม่ให้พนักงานเข้าเว็บไซต์บางแห่ง เนื่องจากพนักงานอาจจะส่งอีเมล์หรือโอนถ่ายข้อมูลสำคัญของบริษัทออกไปได้
การกู้ระบบจากภัยพิบัติ - ทำการสำรองข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สามารถกลับมาทำธุรกิจได้อย่างรวดเร็วในกรณีที่อานมีความเสียหายบเกิดขึ้นกับบริษัท

ล็อกประตูให้มั่นคง
องค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของระบบรักษาความปลอดภัย คือแผนการรักษาความปลอดภัยที่ให้ความรู้แก่ทุกคนที่อยู่ในบริษัท เกี่ยวกับขั้นตอน เทคโนโลยี และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับช่องโหว่ต่างๆ ที่มีอยู่ในระบบโครงสร้างพื้นฐานไอทีขององค์กร ไม่ว่าองค์กรจะติดตั้งเทคโนโลยีรักษาความปลอดภัยไว้มากแค่ไหนก็ตาม ก็จะไม่มีความปลอดภัยจนกว่าจะได้รับการสนับสนุนจากพนักงาน องค์กรต้องจัดทำคู่มือนโยบายรักษาความปลอดภัย และแจ้งให้พนักงานทราบถึงความคาดหวังขององค์กร ที่สำคัญคือต้องเอาจริงเอาจังในการปฏิบัติ เพื่อให้มั่นใจว่าระบบเครือข่ายขององค์กรจะมีความปลอดภัยอย่างที่ควรจะเป็น


วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

บทที่ 6 นิสิตใช้ Social Software ใดบ้างในชีวิตประจำวันและใช้เพื่อวัตถุประสงค์

การใช้ Social Software ใดบ้างในชีวิตประจำวัน

ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม social software   คือ ซอฟต์แวร์ที่ทําให้ผู้คนสามารถนัดพบปะเชื่อมสัมพันธ์หรือทํางานร่วมกัน โดยมีคอมพิวเตอร์ เป็นสื่อกลาง เกิดเป็นสังคมหรือชุมชนออนไลน์ ซอฟต์แวร์เพื่อสังคม มีความหมายมากกว่าสื่อเก่า ๆ อย่าง Mailing List และ UseNetกล่าวคือ หมายรวมถึง Email, MSN, instant messaging, web, blog และ wiki สําหรับซอฟต์แวร์เพื่อการทํางานร่วมกันเรียกว่า collaborative software.

ซอฟต์แวร์เพื่อสังคมนั้น ในตอนนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
1. กลุ่มที่ใช้ประโยชน์ในการติดต่อสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต
2. กลุ่มที่ใช้ประโยชน์ในการจัดการความรู้
ชนิดของเครื่องมือที่ใช้ในการติดต่อสื่อสารเครื่องมือซอฟต์แวร์สังคม เช่น
1.เครื่องมือเพื่อการสื่อสาร แบ่งออกเป็น Asynchronous และ Synchronous
แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
เครื่องมือที่ใช้ในการสื่อสารสองฝ่ายไม่พร้อมกัน (Asynchronous) คือไม่จำเป็นต้องอยู่ที่หน้าเครื่องคอมพิวเตอร์พร้อมกัน
เครื่องมือที่ช่วยในการสื่อสารคนสองคนหรือเป็นกลุ่ม แบบสองฝ่ายพร้อมกัน (Synchronous )
2. เครื่องมือเพื่อการสร้างการจัดการความรู้เป็นเครื่องมือเพื่อการใช้ข้อมูลร่วมกัน รวมทั้งให้ความรู้ และสร้างความรู้ใหม่ เช่น Wiki , Blog เป็นต้น
social software  ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
-                   Facebook
         เฟสบุ๊ค (Facebook) เป็นเครือข่ายสังคมขนาดใหญ่ เกิดขึ้โดยเป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสารของนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์เวิร์ด ต่อมาจึงขยายออกไปต่างมหาวิทยาลัย เผยแพร่ไปสู่โลกอินเทอร์เน็ตในปัจจุบัน  เครื่องมือก็มีลักษณะคล้ายเครื่องมือเพื่อสังคมทั่วไป เช่น Blog, Wiki, Bookmark และ Chat ปัจจุบันผู้พัฒนาอื่น ๆ สามารถพัฒนาแอพลิเคชั่นเพิ่มลงไปในเฟสบุ๊คได้ นอกจากนี้ยังมีบริการต่าง ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่การซื้อขายของกู้ยืมเงิน จนถึงการตั้งบริษัทพัฒนาแอพลิเคชั่นกันใน Facebook มีผู้รู้บนอินเทอร์เน็ตกล่าวว่า เฟสบุ๊คเป็นรูปแบบของPlatform แห่งอนาคต 
         ใช้เพื่อติดตามข่าวสารทางโลกออนไลน์ ว่ามีอะไรใหม่ๆเข้ามาใกล้ตัวเราบ้าง ใช้ติดตามเพื่อนที่อยู่ไกลๆกันว่าเพื่อนทำอะไรอยู่ที่ไหน เป็นยังไงสบายดีไหม หรือแม้กระทั่งใช้ติดต่ออาจารย์เพื่อส่งงาน ติดตามงานที่จะต้องส่ง ติดตามอาจารย์ว่าจะโพสอะไรที่เกี่ยวกับการเรียนให้เราได้เข้าใจ
        
-                   Yahoo
           ยาฮู (Yahoo) เป็นเครื่องมือค้นหาที่มีลักษณะเด่นคือการค้นหาประเภท directory searchโดยมีรูปแบบการทํางานหลักในลักษณะของ Internet Directory Service คือประกอบไปด้วยหมวดหมู่ใหญ่ก่อน และมีการแยกย่อยออกไปอีกมากมายในระดับต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้ได้เลือกใช้ตามใจชอบ เมื่อใส่คําค้น (keyword) เข้าไปก็จะมีส่วนที่แสดงผลตามหัวข้อ ไล่ลงไปจนถึงข้อมูลที่ย่อยที่สุดออกมา รวมถึงมีส่วนที่แสดงเว็บเพจที่ตรงกับเนื้อหาออกมาเลยเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีบริการทางอินเทอร์เน็ตมากมาย เช่น ฟรีอีเมล์ (yahoo mail), บริการจับจ่ายซื้อของการบริการสืบค้นข้อมูล Yahoo! News, Yahoo! Photos จุดเด่นของ Yahoo อีกประการคือ เป็นแหล่งที่มีการคัดเลือกและรวบรวม หลายสิ่งหลายอย่างทางอินเทอร์เน็ตไว้อย่างมากมาย และยังให้บริการข่าวสารและรายงานต่าง ๆ ที่รวดเร็ว รวมทั้งบริการฟรีโฮมเพจ และฟรีอีเมล์ของ Yahoo ก็เป็นที่นิยมอีกด้วย
            ใช้เพื่อสืบค้นข้อมูลที่ต้องการ เพื่อทำรายงาน บทความ วิจัยงานต่างๆ หรือสืบค้นหาข้อมูลที่เราไม่รู้มาก่อน

-                    Google
กูเกิล (Google) เป็นชื่อของ เว็บไซต์ ที่โด่งดังจากบริการค้นหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต หรือเรียกว่า บริการค้นหาข้อมูล (Search Engine) โดยค้นหาข้อมูลจากข้อความ หรือตัวอักษรที่พิมพ์เข้าไป ค้นหาข้อมูลรูปภาพ (Images), กลุ่มข่าว (News Groups), สารบนเว็บ (Web Directory)หรือเว็บเพจที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีบริการอื่น ๆ อีกมากมาย เว็บไซต์กูเกิลเป็นที่นิยมของผู้ใช้ เนื่องจากความสามารถที่หาข้อมูลได้ตรงกับความต้องการของผู้ใช้ และมีเครื่องมือต่าง ๆ ภายใต้โครงการของกูเกิลแล็บ และสามารถสมัครใช้งานเครื่องมือของ Google ได้ฟรีอีกด้วย
             ใช้เพื่อ ค้นหาข้อมูลการศึกษา รูปภาพที่ต้องการ สถานที่ที่ยังไม่รู้จัก ใช้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองไม่ให้ตกสถานการณ์ จะได้ปรับตัวได้ทัน
      -   E-mail
      บริการรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ เป็นเครื่องมือติดต่อสื่อสาร ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1  ของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก
      ใช้สมัครเข้าแอพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อหาข้อมูลที่ต้องการ
     -  Skype
Skype เป็นเทคโนโลยีของการพูดคุยผ่านอินเทอร์เน็ตเสมือนการโทรศัพท์ เพียงแค่มีไมโครโฟน ที่สามารถเชื่อมต่อกับเครื่องคอมพิวเตอร์ หรือ Headset (หูฟังพร้อมไมโครโฟน) ก็สามารถที่จะเข้าสู่การพูดคุยกับเพื่อน ๆ ทั่วทุกมุมโลก นอกจากนันยังสามารถสนทนาในรูปแบบของการพิมพ์ข้อความ Chat ได้อีกด้วย

     -  MSN
         MSN Messenger หรือที่เรียกสัน ๆ ว่า MSN แท้จริงแล้วคือโปรแกรมส่งข้อความผ่านระบบอินเทอร์เน็ตจากบริษัทไมโครซอฟท์ หรือที่เรียกว่า Instant Messaging (IM) การใช้งานโปรแกรม MSN Messenger ก่อนที่จะแชทผ่าน MSN ได้นั้น จําเป็นต้องมีที่อยู่อีเมล์ในรูปของ@hotmail.com, @msn.com หรือ @passport.com เสียก่อน หากมีอยู่แล้วก็สามารถล็อกอินเข้าไปใช้โปรแกรมได
        ใช้เพื่อติดต่อสื่อสารกับเพื่อนๆ คุยงาน คุยเรื่องสนุกๆ ส่งข้อความเสียง รูปภาพ
         
-  LINE
           ใช้เพื่อติดต่อสื่อสารกับทางครอบครัว ส่งรูปภาพ ข้อความเสียง และติดตามข่าวสารของเพื่อนๆ คนรู้จัก หรือบางครั้งใช้โทรหาไม่เสียค่าบริการเพราะใช้อินเทอร์เน็ต

บทที่ 5 จงอธิบายกระบวนการจัดการสารสนเทศ

กระบวนการจัดระบบสารสนเทศ

กระบวนการผลิตสารสนเทศมี 9 ขั้นตอนในการผลิตอาจใช้ทุกวิธีหรืออาจทำง่ายๆ โดยวิธีใดวิธีหนึ่งซึ่งเป็นเพียงการเปลี่ยนรูปแบบข้อมูลที่มีอยู่เดิมเท่านั้นตามขั้นตอนดังนี้

1) การรวบรวม(Capturing) เป็นการดำเนินการเพื่อเก็บรวบรวมและบันทึกข้อมูลให้

อยู่ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อการประมวลผลการรวบรวมข้อมูลทำได้หลายวิธีการ คือ

       (1) การรวบรวมข้อมูลโดยวิธีสังเกต

       (2) การรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์

       (3) การรวบรวมข้อมูลโดยวิธีส่งแบบสอบถาม

       (4) การรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการใช้แบบสำรวจ

       (5) การรวบรวมข้อมูลโดยวิธีการทดสอบ

2) การตรวจสอบ(Verification)เป็นการจัดหารายการข้อมูลที่ยังมีความผิดพลาด

ลักษณะคล้ายการทำความสะอาดวัตถุดิบก่อนนำเข้าสู่ระบบการผลิตความผิดพลาดที่เกิดขึ้นบ่อยๆเสมอ เช่น

       (1) ความผิดพลาดจากการเขียนเลขผิด

       (2) ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการเขียนตัวเลขสลับตำแหน่ง

3) การจำแนก ( Classfication) เป็นการกำหนดหรือแบ่งประเภทข้อมูลเป็นหมวด

หมู่ หรือเป็นกลุ่มตามคุณสมบัติของข้อมูลในลักษณะที่เหมาะสม จำแนกข้อมูลในลักษณะที่ย่อกว่าเดิม เข้าใจง่าย ใช้เวลาในการค้นคว้าน้อย ควรนำรหัสข้อมูลมาใช้

4) การจัดเรียงลำดับ (Arranging/Sorting) เป็นการวางโครงสร้างของแฟ้มข้อมูล

(Data) ซึ่งมักประกอบด้วยทะเบียนข้อมูล (Record) หรือรายการข้อมูลมีแบบฟอร์มหรือตารางที่กำหนดไว้ตามโครงสร้างของการจำแนกข้อมูลนั้น

5) การสรุป (Summarizing) เป็นการดำเนินการสรุปเพื่อให้ข้อมูลมีความหมายขั้น

พื้นฐาน โดยการรวบรวมยอดของข้อมูลแต่ละรายการในระดับต่างๆ เป็นแฟ้มสรุประดับอำเภอกลุ่มโรงเรียน ระดับจังหวัด เพื่อเตรียมการคำนวณหาค่าดัชนีหรือสารสนเทศขั้นต่อไป

6) การคำนวณ (Calculation) เป็นขั้นตอนสำคัญที่จะจัดกระทำข้อมูลให้เป็น

สารสนเทศโดยอาศัย กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กระทำกับข้อมูลในรูปสัมพันธ์ เช่นอัตราส่วน(Ratio) สัดส่วน (Proportion) และเลขดัชนี (Index number) เป็นต้น

7) การจัดเก็บ (Storing) เป็นการจัดเก็บทั้งที่เป็นข้อมูลพื้นฐาน และสารสนเทศไว้

ในสื่อต่างๆ ทั้งเป็นระบบการจัดกระทำด้วยมือ ซึ่งจัดเก็บโดยใช้ระบบแฟ้มหรือเอกสาร      และระบบจัดกระทำด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งจัดเก็บโดยใช้สื่อการจัดเก็บหลายชนิด  เช่น บัตรเจาะรูแผ่นแม่เหล็ก เทปแม่เหล็ก เทปกระดาษ จานแม่เหล็กเพื่อให้ง่ายต่อการจัดเก็บ และการให้การบริการอย่างมีประสิทธิภาพทันต่อความต้องการของผู้ใช้จึงแบ่งข้อมูลออกเป็น 7 ประเภท ดังนี้

           (1) แฟ้มข้อมูลหลัก (Master files) เป็นแฟ้มชนิดที่บรรจุข้อมูลหลักข้อมูลพื้นฐานทางการศึกษา ซึ่งอาจจะแบ่งเป็นหลายแฟ้มตามการจำแนกประเภทข้อมูล เช่น แฟ้มข้อมูลนักเรียน แฟ้มข้อมูลครู แฟ้มข้อมูลบุคลากร แฟ้มข้อมูลงบประมาณ แฟ้มข้อมูลสิ่งอำนวยความสะดวก แฟ้มข้อมูลแผนการเรียน

           (2) แฟ้มข้อมูลย่อย (Transaction files) เป็นแฟ้มที่รวบรวมข้อมูลใหม่ล่าสุด

สำหรับการปรับปรุงข้อมูลในแฟ้มข้อมูลหลักให้เป็นปัจจุบัน ข้อมูลประเภทนี้รวบรวมได้จากเอกสาร การลงทะเบียน การโยกย้ายบุคลากร ซึ่งเป็นข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงได้

           (3) แฟ้มดัชนี (Index files) เป็นแฟ้มเก็บดัชนีซึ่งใช้สำหรับชี้ที่อยู่ของทะเบียน

ข้อมูลว่าอยู่ในส่วนไหนของแฟ้มข้อมูลหลัก

           (4) แฟ้มตารางอ้างอิง (Table files) เป็นแฟ้มข้อมูลที่ใช้อ้างอิงได้แน่นอนตัวอย่างเช่น ตารางบัญชีเงินเดือน คาบการเรียนการสอน โปรแกรมการศึกษาหลักสูตรของ แต่ละระดับแฟ้มประเภทนี้มีหน้าที่ในการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล

           (5) แฟ้มข้อมูลสรุป (Summarized of report files) เป็นแฟ้มข้อมูลรวบรวมข้อสรุปต่างๆ ที่รวบรวมจากแฟ้มข้อมูลหลักซึ่งทำให้มีความหมายมากขึ้น รวมทั้งสารสนเทศ     ที่คำนวณได้ในรูปดัชนีทางการศึกษาต่างๆ แฟ้มข้อมูลประเภทนี้มีประโยชน์สำหรับการเตรียมเสนอรายงาน ต่อไป

           (6) แฟ้มข้อมูลเก่า (Archival of history files) เป็นแฟ้มข้อมูลย่อยหลังจาก

ปัจจุบันไป 5-10 ปี แต่ความจำเป็นแฟ้มข้อมูลประเภทนี้ใช้ประโยชน์เป็นพื้นฐานในการทำรายงานการศึกษาเปรียบเทียบการเขียนกราฟดูแนวโน้มรวมทั้งการคำนวณการคาดประมาณ

           (7) แฟ้มสำรอง (Back up files) เป็นแฟ้มข้อมูลในระบบการจัด เพื่อพิจารณา

ในด้านการบำรุงรักษาแฟ้มข้อมูล (Maintenance) และความปลอดภัย (Security) จำเป็นต้องมีระบบสำรองข้อมูล เพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการชำรุดหรือสูญหายของข้อมูลในแฟ้มข้อมูลที่สำคัญ

8) การเรียกใช้ (Retrieving) เป็นกระบวนการค้นหาและดึงข้อมูลที่ต้องการจากสื่อ

ที่ใช้เพื่อปรับปรุงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน หรือเพื่อให้บริการและตอบคำถามแก่ผู้ใช้

9) การเผยแพร่ (Disseminating) เป็นการเผยแพร่สารสนเทศให้กับผู้ใช้ในรูป

แบบต่างๆ ทั้งในแบบเอกสาร หรือการแสดงบนจอภาพ โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์

              ธนา จินดาวัฒนะ (2534) ได้สรุปการจัดสารสนเทศในด้านการดำเนินงานตามหน้าที่ของระบบสารสนเทศ 4 ขั้นตอน ดังนี้

             1) การเก็บรวบรวมข้อมูล (Data collection) หมายถึงการดำเนินการตามภารกิจดังต่อไปนี้

(1) การสำรวจวัตถุประสงค์และความต้องการสารสนเทศจากผู้ใช้

(2) การปรับปรุงแบบที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล

(3) การคัดเลือกข้อมูลจากแบบรายงาน

(4) การพิจารณาเพิ่มเติมแหล่งในการจัดเก็บข้อมูล

(5) จำแนกหมวดหมู่ข้อมูลที่รวบรวมได้

(6) กำหนดเวลาในการเก็บข้อมูลแต่ละชนิด

(7) ดำเนินการจัดเก็บข้อมูล

(8) การมอบหมายบุคคลให้มีหน้าที่ในการดำเนินการ



        2) การประมวลผลข้อมูล (Data Processing) หมายถึง การจัดประมวลผลหรือวิเคราะห์ผลที่เก็บข้อมูลรักษาไว้ ให้ผู้บริหารประกอบการตัดสินใจ รวมทั้งการประมวลผลตามความต้องการของผู้ใช้เป็นการเฉพาะเรื่อง วิธีการประมวลผลอาจกระทำด้วยมือ หรือเครื่องกลเป็นกระบวนการในการเปลี่ยนแปลงข้อมูลให้เป็นสารสนเทศที่กำหนดไว้

       3) การเก็บรักษาข้อมูล (Data storing) หมายถึง การดำเนินการดังนี้

(1) การคัดเลือกข้อมูลไว้ในสื่อต่างๆ

(2) การจำแนกตามหมวดหมู่ของข้อมูลเรียงลำดับ

(3) การแก้ไข และจัดกระทำข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน

(4) การจัดระบบข้อมูล

       4) การนำเสนอข้อมูล (Data Presentation) หมายถึง การกำหนดชนิดและรูปแบบของสารสนเทศเพื่อนำเสนอตามความเหมาะสมในการนำไปใช้ ซึ่งประกอบสื่อการนำเสนอวิธีการนำเสนอ และระยะเวลาในการนำเสนอโดยสรุปกระบวนการจัดระบบสารสนเทศ ประกอบด้วยส่วนที่มีความสำคัญ คือการรวบรวมข้อมูลการบันทึกข้อมูลการตรวจสอบข้อมูลหรือการการประมวลผลข้อมูลซึ่งอาจกระทำได้โดยใช้มือหรือใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อเป็นการคัดเลือกจำแนกแก้ไขข้อมูลให้เป็นปัจจุบันตลอดจนการจัดระบบข้อมูล และสามารถนำเสนอข้อมูลเมื่อมีการใช้ทั้งในด้านการบริการ

6 เหตุผลดี ๆ ของการสัก ศิลปะบนร่างกายของสาว ๆ

    สาว ๆ หลายคนอาจกำลังอยากสร้างสไตล์ให้ตัวเองด้วยการเพิ่มรอยสักบนร่างกายดูบ้าง แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ก็อาจจะลังเลอยู่ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยมีข้อดีของการสักมาบอกให้ได้รู้กัน เผื่อจะช่วยให้คนที่สนใจศิลปะบนร่างกายตัดสินใจกันได้ง่ายขึ้นค่ะ

          1. รอยสักจะอยู่กับเราไปตลอด

          ใคร ๆ ก็รู้ว่าไม่มีอะไรที่แน่นอนในชีวิต แต่การสักลวดลายลงบนผิวหนังจะเป็นเพียงสิ่งเดียวที่จะติดอยู่บนตัวคุณไปตลอด ถ้าคุณไม่เปลี่ยนใจไปลบรอยสักออกก่อนนะจ๊ะ

          2. ช่วยให้รู้สึกดีขึ้นจากความสูญเสียการควบคุมตัวเอง

          หลายคนตัดสินใจสักในช่วงที่ตัวเองพยายามลดน้ำหนักแต่ไม่สำเร็จ หรือในช่วงที่ร่างกายอ่อนแอเพราะอาการป่วย หรืออกหัก เพราะการอยู่ในช่วงเวลาหดหู่ของชีวิตตอนนั้น มันทำให้รู้สึกว่าเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้สักอย่าง แต่การสักจะช่วยให้เราได้ตระหนักว่า สิ่งที่เราสามารถควบคุมได้ ก็คือร่างกายของเรานั่นเอง

          3. บอกความเป็นตัวคุณได้อย่างชัดเจน

          ไม่ว่าจะเป็นสไตล์การแต่งตัว เสื้อผ้าหน้าผม หรือแนวเพลง ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่แสดงตัวตนของคุณได้ทั้งนั้น รอยสักเองก็เช่นกัน แต่รอยสักจะได้เปรียบหน่อยตรงที่สามารถบอกความเป็นตัวคุณได้ชัดเจน สังเกตเห็นได้ง่าย ที่สำคัญคือสวยและอาร์ตมาก ๆ เลยล่ะ

          4. ลายสักบ่งบอกความรู้สึกและอารมณ์ผ่านศิลปะ

          รูปภาพหรือคำสั้น ๆ สื่อความหมายได้มากมาย หรือบางทีอาจจะดีกว่าคำพูดเป็นไหน ๆ ดังนั้นรอยสักรูปภาพ หรือข้อความต่าง ๆ ที่คุณเลือกก็สามารถแสดงออกถึงตัวตน ความรู้สึกและอารมณ์ลึก ๆ ที่อยู่ในจิตใจได้ ไม่ว่าจะโกรธ เศร้า เราก็สามารถระบายมันออกมาได้ผ่านศิลปะบนร่างกายสวย ๆ

          5. สวยเท่ และเจ๋งสุด ๆ

          มีผู้หญิงอยู่ไม่กี่คนหรอกที่จะกล้าสักลวดลายต่าง ๆ ลงบนร่างกาย ส่วนมากถ้าอยากทำเก๋หน่อย ก็เพ้นท์หรือแปะแทตทูเหมือนเด็ก ๆ  ฉะนั้นถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่กล้าแตกต่าง และใจเด็ดพอที่จะสัก คุณก็จะดูเป็นคนรักอิสระ มีมุมมองในชีวิตที่กว้างขวาง แถมยังเจ๋งสุด ๆ ไปเลยจ้ะ

          6. สร้างลุคแฟชั่นนิสต้าตัวแม่

          คนที่สักมักจะโดนมองว่าเป็นแฟชั่นนิสต้าตัวแม่ มีอิสระทางความคิด ที่ไม่ได้คิดว่าเรื่องแฟชั่นเป็นแค่เรื่องเสื้อผ้า รองเท้า ทรงผมหรือการแต่งหน้า แต่คุณมองลึกลงไปถึงศิลปะ กราฟิก ที่สามารถอยู่บนตัวเราได้

          อย่างไรก็ตาม การสักก็เป็นอะไรที่เจ็บไม่ใช่น้อย และจะเป็นสิ่งที่ติดอยู่บนผิวหนังเราตลอดไป ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจสัก ก็อยากให้ทบทวนความต้องการจริง ๆ ของตัวเราให้แน่ชัด รวมทั้งศึกษาข้อมูลให้ดี จะได้ไม่ต้องเสียใจภายหลัง และยืดอกโชว์รอยสักสวย ๆ บนร่างกายได้อย่างภูมิใจค่ะ

วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การสัก

การสัก คือการเขียนสีและลวดลายต่างๆ บนร่างกาย ซึ่ง รอยสัก อาจคงอยู่ชั่วคราวหรือถาวร การสักของแต่ละวัฒนธรรมมีความหมายเฉพาะตัวต่างกันไป

ประเภทของการสัก
ทริบอล สไตล์
แฟนตาซี สไตล์ - ผสมหลายรูปแบบ เป็นภาพในจินตนาการ เทพนิยาย
ทริบอล สไตล์ - เป็นลวดลาย เช่นเถาวัลย์ ใบไม้ หรือลายกราฟิก
ยุโรป สไตล์ - เป็นภาพเหมือนลงแสงเงา คล้ายกับภาพเหมือนบุคคล
เจแปน สไตล์ - มีลวดลายที่บ่งบอกความเป็นตะวันออก เช่น ปลาคาร์พ มังกร
เวิร์ด สไตล์ - มีตัวอักษรที่มีความหมาย หรือไม่มีความหมายก็ได้ บางทีก็อ่านไม่รู้เรื่องเช่นงานแนวแอมบิแกรม
ไกเกอร์ สไตล์ - ลวดลายนามธรรม รวมถึงเฉพาะกลุ่มเช่นฮิปฮอป
พังค์ สไตล์ - ลายสักไม่เน้นสีสัน ส่วนใหญ่จะเป็นสีดำ
ฮาร์ดคอร์ สไตล์ - ใกล้เคียงกับ พังค์ สไตล์แต่จะมีความเหมือนจริงมากกว่า
อินดี้ สไตล์ - ไม่มีแนวทางชัดเจน ขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัว
วิธีการสัก[แก้]
ปัจจุบันการการสักพัฒนาไปมาก เครื่องมือที่เป็นที่นิยมที่สุดเป็นเข็มที่ใช้มอเตอร์ในการทำให้ขยับแทงในผิวหนังลึกระหว่าง0.6-22 มิลลิเมตร เมื่อแทงลงไปหมึกจะแพร่กระจายไปสู่เนื้อเยื่อ ดูดซึมเก็บสะสมไว้ โอกาสที่จะเปิดปฏิกิริยาที่เป็นเชิงลบจากหมึกที่ใช้สักมีน้อยมาก โดยปกติแล้วสิ่งแปลกปลอมจะถูกขจัดจากร่างกายโดยใช้กลไกป้องกันตามธรรมชาติ แต่อนุภาคของหมึกนั้นใหญ่เกินกว่าที่จะถูกขจัดออกไปด้วยกลไกนี้ได้

ขณะเดียวกันการสักอาจจะก่อให้เกิดอันตรายจากการติดเชื้อโรคชนิดต่างๆ เช่น impetigo, staph infection, cellulitis ตลอดจนปฏิกิริยาจากสีซึ่งสักลงไปปัจจุบันใช้สารที่นิยมใช้เป็นสีหลายชนิดมักเป็นโลหะหนัก เช่น สารปรอท แร่เหล็ก แร่โคบอลด์ สารเหล่านี้ทำให้เกิดปัญหาบางอย่างโดยเฉพาะสารสีแดง (cinnabar) ของโลหะจะพบได้บ่อยที่สุด

การลบรอยสัก

การผ่าตัดออก (SURGICAL EXCISION) เหมาะในรายเป็นรอยสักที่มีขนาดเล็ก หรือเป็นจุดๆ จะได้มีแผลที่มีขนาดเล็ก แต่ในรายที่มีรอยสักขนาดใหญ่ อาจจะใช้ตัวขยายเนื้อ (TISSUE EXPANSION) ช่วยเหลือได้
การกรอผิวด้วยเครื่องกรอผิว (DERMABRASION) ในรายที่เป็นรอยสักมืออาชีพ การใช้การกรอผิวอย่างเดียว หรือร่วมกับการใช้เกลือแกงบริสุทธิ์จะช่วยให้ได้ผลดี ซึ่งในรายที่สักตื้นๆ การกรอผิวมากกว่าสองครั้งสามารถให้ได้ผลดีแผลเป็นน้อย ซึ่งในการทำครั้งที่สอง ควรจะรอประมาณ 3 ถึง 6 เดือน
การลอกด้วยสารเคมี (CHEMICAL PELING) มักใช้กรดบางชนิด หรือสาร PHENOL ทำให้เกิดเป็นรอยแผลไฟไหม้ขึ้นบริเวณรอยสัก แต่วิธีนี้มักจะมีผลแทรกซ้อนสูง จึงไม่ค่อยใช้กัน
การสักเพิ่มขึ้น (OVERTATTOOING OR RETATTOOING)
การลบด้วยไฟฟ้า (ELECTRIC CAUTERY)
การลบด้วยเครื่องเลเซอร์ (LASER BEAM) ที่นิยมใช้กันได้แก่ Q-SWITCHEDND-YAG และ Q-SWITCHED RUBY LASER ซึ่งมักจะได้ผลดีในรายที่เป็นสีน้ำเงิน และดำ ซึ่งวิธีนี้ได้ผลดี และมีผลข้างเคียงเช่นกัน ได้แก่ ผิวหนังเป็นรอยริ้ว หรือเป็นรอยด่างขาว
แบบฝึกหัดท้ายบท
บทที่ 4  เทคโนโลยีสารสนเทศ
คำชี้แจง  จงตอบคำถามต่อไปนี้
1.      ให้นิสิตยกตัวอย่างอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามหัวข้อต่อไปนี้ อย่างน้อยหัวข้อละ 3 ชนิด แล้วแลกเปลี่ยนกันตรวจสอบกับเพื่อน
1)      การบันทึกและจัดเก็บข้อมูล แฟตไดฟ์ ฮาร์ตดิส ซีดีรอม                 
2)      การแสดงผล  PC หน้าจอ โทรศัพท์มือถือ
3)      การประมวลผล   PC เครื่องคิดเลข โทรศัพท์มือถือ                           
4)      การสื่อสารและเครือข่าย โทรศัพท์มือถือ คลื่นโทรศัพท์ วิทยุสื่อสาร

2.       ให้นิสิตนำตัวเลขในช่องขวา มาเติมหน้าข้อความในช่องซ้ายที่มีความที่สัมพันธ์กัน

3 ซอฟต์แวร์ประยุกต์
1. ส่วนใหญ่ใช้ทำหน้าที่คำนวณ ประมวลผลข้อมูล
8 Information Technology
2. e-Revenue
1 คอมพิวเตอร์ในยุคประมวลผลข้อมูล
3. เทคโนโลยีต่าง ๆ ที่นำมาประยุกต์ใช้ในการดำเนินการเกี่ยวกับสารสนเทศ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ความถูกต้องแม่นยำ และความรวดเร็วต่อการนำไปใช้
4 เทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบด้วย
4.มีองค์ประกอบพื้นฐาน 3 ส่วน ได้แก่ Sender Medium และDecoder
5 ช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการททำงาน
5. การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการรับ-ส่งเอกสารจากหน่วยงานหนึ่งไปยังอีกหน่วยงานหนึ่งโดยส่งผ่านเครือข่าย
7 ซอฟต์แวร์ระบบ
6. เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีการสื่อสารโทรคมนาคม และเทคโนโลยีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
10 การนำเสนอบทเรียนในรูปมัลติมีเดีย ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ด้วยตัวเองได้ตามระดับความสามารถ
7. โปรแกรมที่ทำหน้าที่ใช้ควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ภายในระบบคอมพิวเตอร์
2 EDI
8. โปรแกรมระบบห้องสมุดอัตโนมัติ จัดเป็นซอฟต์แวร์ประเภท
6 การสื่อสารโทรคมนาคม
9. CAI
9 บริการชำระภาษีออนไลน์
10. ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ

วันศุกร์ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แบบฝึกหัดท้ายบท
บทที่ 3  การรู้สารสนเทศ
คำชี้แจง จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
1. ข้อใดเป็นความหมายที่ถูกต้องที่สุดของการรู้สารสนเทศ
ก. ความสามารถในการกลั่นกลอง และประเมินค่าสารสนเทศที่หามาได้
ข. ความสามารถในการตัดสินใจใช้สารสนเทศรูปแบบต่างๆ
ค. ความสามารถของบุคคลในการสืบค้นและพัฒนาสารสนเทศ
ง. ความสามารถของบุคคลในการเข้าถึง ประเมิน และใช้งานสารสนเทศ
2. จากกระบวนการของการรู้สารสนเทศ ทั้ง 5 ประการ ประการไหนสำคัญที่สุด
ก. ความสามารถในการตระหนักว่าเมื่อใดจึงจะต้องการสารสนเทศ
ข. ความสามารถในการค้นหาสารสนเทศ
ค. ความสามารถในการประมวลผลสารสนเทศ
ง. ความสามารถในการใช้และการสื่อสารสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
3. ข้อใดไม่ใช่ลักษณะของผู้รู้สารสนเทศ
ก. สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้
ข. สามารถใช้สารสนเทศในการดำเนินชีวิต
ค. ชอบใช้คอมพิวเตอร์ในการเล่นเกม
ง. ใช้คอมพิวเตอร์ในการแสวงหาสารสนเทศได้
4.ข้อใดไม่ใช่ความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
ก.  โลกมีการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก โดยเน้นวัตถุนิยมมากขึ้น
ข.  ช่วยให้บุคคลประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต
ค.  สารสนเทศมีการเพิ่มปริมาณอย่างรวดเร็ว จนยากที่จะเข้าถึง
ง.   ช่วยบุคคลเป็นผู้ที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ตลอดชีวิต
5. ข้อใดเป็นการเรียงลำดับขั้นตอนของกระบวนการเรียนรู้สารสนเทศที่ถูกต้อง
1. ความสามารถในการประมวลสารสนเทศ
2. ความสามารถในการประเมินสารสนเทศ
3. ความสามารถในการใช้และการสื่อสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
4. ความสามารถในการค้นหาสารสนเทศ
5. ความสามารถในการตระหนักว่าเมื่อใดจึงจะต้องการสารสนเทศ
 ก. 1-2-3-4-5                 ข. 2-4-5-3-1              ค. 5-4-1-2-3              ง. 4-3-5-1-2